วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

การทำประกันภัยดีอย่างไร


            หลายๆคนคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ความแน่นอน คือความไม่แน่นอน” บางคนฟังแล้วก็อาจมองว่าเป็นแค่คำโฆษณาชวนเชื่อขายสินค้าประเภทการกระจายความเสี่ยงหรือประกันภัยต่างๆ ที่ไกลตัวและคงไม่เกิดขึ้นกับตัวเรา,คนที่เรารักหรือทรัพย์สินของเรา
            คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำประกันภัย อาจไม่ตระหนักถึงคุณค่าและประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำประกันภัย ที่ไม่เห็นประโยชน์อาจเพราะยังไม่เคยเจอเหตุการณ์นั้นๆ โดยตรงกับตนเองและครอบครัว เพราะโดยปกติแล้วสินค้าส่วนใหญ่ในโลกที่เกิดขึ้นมา เกิดจากการที่ผู้บริโภคประสบปัญหาก่อนถึงอยากหาสินค้าที่จะมาตอบโจทย์แก้ปัญหาการใช้ชีวิตให้ง่ายขึ้น, ปลอดภัย, สะดวกสบายมากขึ้น
            เรื่องใกล้ๆตัว ก็ยกตัวอย่างเช่น ล่าสุดหน้ากากอนามัย PM 2.5 เราจะซื้อมั๊ยหากเราไม่เจอปัญหาเรื่องฝุ่นและมลพิษ ซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพร่างกายของเราโดยตรงหากสูดอากาศที่ปนเปื้อนมลภาวะเข้าไป เมื่อเราเจอปัญหานี้เราถึงหาซื้อหน้ากากอนามัย PM 2.5 ติดตัวใช่หรือไม่ แต่หากวันเวลาปกติท้องฟ้าอากาศแจ่มใสถามว่าเราจำเป็นต้องหาซื้อหน้ากากอนามัยมาใส่หรือไม่ คำตอบคือ ไม่จำเป็น     
            นี่คือตัวอย่างของสินค้าประเภทผู้บริโภคเจอปัญหาก่อนและนำสินค้านั้นมาแก้ปัญหาให้ลูกค้า แต่จะตรงกันข้ามกับสินค้าประเภทประกันภัย การทำประกันภัยจะเป็นสินค้าที่ตรงกันข้ามเพราะลูกค้าต้องทำประกันก่อนที่จะเจอปัญหานั้นๆ ไม่เช่นนั้นทางบริษัทประกันก็จะไม่สามารถให้ความคุ้มครองได้ ดังนั้นบางคนจึงยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นเพียงเพราะคิดว่าอาจจะไม่เกิดขึ้นกับเรา ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีใครตอบได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเรา ดังนั้นการป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ไขเสมอ
            ประกันภัยคืออะไร รูปแบบของการประกันภัย แบ่งได้เป็น 2 สายหลักๆ คือ 1. การประกันชีวิต 2. การประกันวินาศภัย
            การประกันชีวิตครอบคลุมเรื่องของการสูญเสียชีวิต,อวัยวะ,ทุพพลภาพ,บาดเจ็บ,สุขภาพ,ค่าชดเชย อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับร่างกายของเรา ซึ่งจะมีชื่อเรียกสินค้าอย่างเช่น กรมธรรม์ประกันชีวิต, กรมธรรม์ประกันสุขภาพ,กรมธรรม์ประกันการเดินทาง เป็นต้น
            สำหรับการประกันวินาศภัยจะอยู่ในหมวดหมู่ของทรัพย์สิน เช่นการประกันอัคคีภัย,การประกันภัยรถยนต์,การประกันภัยทางทะเล,และการประกันเบ็ดเตล็ด
            สำหรับข้อดีของการทำประกันภัยก็คือ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ผู้ถือกรมธรรม์ไม่ต้องนำเงินเก็บของตัวเองทั้งหมดมาจ่ายค่ารักษาพยาบาล, ค่าเสียหายจากอุบัติเหตุต่างๆ มันเหมือนการเฉลี่ยสุขเฉลี่ยทุกข์หากวันนี้เราจ่ายเบี้ยทำประกันภัยต่างๆ แต่ไม่ได้ใช้ ก็ไม่ได้หมายความว่าวันข้างหน้าเราจะไม่เจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันกับเรา
            หรือหากเกิดเหตุการณ์ที่ร้ายแรงกว่านั้น อย่างเช่นการสูญเสียชีวิตเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคนที่เรารักที่อยู่ข้างหลังจะมีใครดูแลพวกเขาเหล่านั้นได้ดีเท่าตัวเราเอง หากวันใดที่เราเป็นเสาหลักของครอบครัวและมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ครอบครัวเราจะอยู่อย่างไร ค่าเลี้ยงดูบุพการี, ค่าอาหาร, ค่าเทอมลูก ใครจะดูแล อย่างน้อยหากสมมติเสาหลักทำประกันชีวิตไว้ที่ 1,000,0000 บาท หากเกิดอะไรขึ้นครอบครัวก็ยังได้รับเงินก้อนนี้จากทุนประกันชีวิตไว้ต่อยอด ประคับประคองตัวเองต่อไปได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง
            วันนี้การทำประกันภัยก็เหมือนเราเตรียมถือร่มไว้ในวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง อย่างน้อยถึงแม้ฝนไม่ตกแต่ก็อุ่นใจ หากวันใดฝนตกเทกระหน่ำลงมาเราก็ยังมีร่มในมือที่เราเตรียมไว้แล้วเป็นเกราะป้องกันคอยกันลมฝนไม่ให้เปียกปอน หากวันใดจะล้มลงอย่างน้อยก็ได้ล้มลงบนฟูกถึงแม้จะเจ็บก็เจ็บน้อยกว่าที่หัวกระแทกพื้น
            ดังนั้น การทำประกันภัย ทุกประเภทจึงเป็นสินค้าที่รอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยมาหาซื้อทีหลังไม่ได้เพราะเมื่อถึงเวลาที่เราจำเป็นต้องใช้ก็ไม่มีที่ไหนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ อย่างน้อยการมีประกันเอาไว้สัก 1 ฉบับเพื่อคุ้มครองตัวเราเองและครอบครัวคงไม่ทำให้เราจนลงใช่มั๊ยคะ
            ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีช่องทางการให้บริการด้านการประกันภัยต่างๆมากมาย แต่สถิติของคนไทยที่มีความคุ้มครองด้านประกันภัยต่างๆ ไม่ได้มากเลยเมื่อเทียบกับคนญี่ปุ่น หากเราเห็นว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เจริญแล้วนั่นหมายความว่าสิ่งที่ทำให้ประเทศเจริญไม่ใช่แค่เพียงผู้นำประเทศแต่เป็นทัศนคติของคนทั้งชาติที่หล่อหลอมร่วมกัน มีสำนึกรับผิดชอบ อย่างน้อยก็เริ่มจากการรับผิดชอบต่อตัวเอง ไม่ให้เป็นภาระกับครอบครัวและสังคม
           

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น