แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ออมทรัพย์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ออมทรัพย์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

เราลองมาดูวิธีต่างๆ ที่จะช่วยให้เราเก็บออมเงินได้มากขึ้น


แน่นอนว่าหากพูดถึงเรื่องของเงินทองนั้นใครๆ ก็อยากที่จะมีเยอะๆ ด้วยกันทั้งนั้น เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่าวันใดที่เรามีความจำเป็นฉุกเฉินที่จะต้องใข้มัน ฉะนั้นการมีเงินสำรองไว้จึงเป็นเรื่องที่ดีที่สุด ทั้งนี้วิธีการเก็บออมเงินหรือ ออมทรัพย์ สินของแต่ละคนนั้นอาจจะแตกต่างกันไปตามความถนัดของแต่ละคน แต่ทว่าสิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่จะเหมือนกันก็คือ เมื่อมีการออมเงินมาได้สักก้อนหนึ่งแล้วก็จะนำไปฝากธนาคารต่างๆ เพื่อหวัง ดอกเบี้ยเงินฝาก จากเงินก้อนนั้น ซึ่งการให้ดอกเบี้ยในบัญชีประเภทต่างๆ ของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งนั้นจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทย (bank of Thailand) อีกครั้ง ฉะนั้นการที่เรานำเงินไปฝากธนาคารพาณิชย์ต่างๆ นั้นเราก็มั่นใจได้ว่าเงินของเรานั้นจะไม่หายไปไหนอย่างแน่นอน แต่ทว่าสำหรับใครที่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นออมเงินอย่างไรนั้นในวันนี้เราก็ได้นำวิธีการต่างๆ มาฝากทุกคนกัน
1.      ได้เงินมาให้เริ่มจากการเก็บก่อน แล้วที่เหลือค่อยนำไปใช้ อย่างเช่น เรามีรายรับต่อเดือน 10,000 บาท เริ่มก็หักเอามาเก็บออมก่อนเลย อาจจะเก็บออมไว้ที่ 10% หรือ 20% ก็ได้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละคน หลังจากนั้นมีเงินเหลือเท่าไหร่ก็ค่อยหักลบหนี้สินและรายจ่ายคงที่ในแต่ละเดือน อย่างเช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าโทรศัพท์ หรือค่สน้ำค่าไฟ เป็นต้น ซึ่งจำนวนเงินที่เหลืออยู่นั้นจะเป็นค่าใช้จ่ายประจำเดือนที่เราจะสามารถใช้ได้แต่ละวันเป็นจำนวน 1 เดือนนั่นเอง
2.      ไปเปิดบัญชีฝากประจำไว้ ซึ่งบัญชีฝากประจำนี้เราจะต้องฝากเท่าๆ กันในทุกๆ เดือน และเงินในจำนวนนี้จะไม่สามารถถอนออกไปก่อนกำหนดเวลาได้ ทั้งนี้ระยะเวลาของการฝากประจำนั้นก็มีอยู่ทั้งแบบระยะสั้นคือ 3 เดือน – 1 ปี และแบบระยะยาวคือ 2-3 ปี ฉะนั้นการเปิดบัญชีฝากประจำจึงเป็นการสร้างวินัยในการออมอีกทางหนึ่ง และแน่นอนว่าบัญชีฝากประจำนั้นจะได้รับ ดอกเบี้ยเงินฝาก ที่สูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป ซึ่งใครที่เป็นคนเก็บเงินไม่ค่อยอยู่ แนะนำให้ลองออมเงินด้วยวิธีนี้ดู
3.      ค่าใช้จ่ายต่างๆ นั้นให้ใช้วิธีการหักบัญชีอัตโนมัติแทน การโอนเงิน  ซึ่งวิธีการนี้นั้นจะทำให้เราสามารถชำระค่าบริการต่างๆ ได้อย่างตรงเวลา ซึ่งผลดีอีกด้านหนึ่งของมันก็คือ เราจะไม่ถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมล่าช้านั่นเอง อีกทั้งมันยังช่วยเสริมสร้างเครดิตและความน่าเชื่อถือให้กับตัวเราเองอีกด้วย อย่างเช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ หรือค่าบัตรเครดิต เป็นต้น
4.      ค่าใช้จ่ายในแต่ละวันนั้นถ้ามีเศษเหรียญให้หยอดกระปุกไว้ ซึ่งการหยอดกระปุกนี้เราอาจจะใช้วิธีการกำหนดค่าใช้ประจำวันไว้ที่วันละเท่าไหร่ก็ได้ แต่ทว่าถ้าหากวันใดใช้ไม่หมดนั้นก็ให้เอาเงินที่เหลือไปหยอดกระปุกก็ได้ ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยทำให้เรา ออมทรัพย์ ได้อีกช่องทางหนึ่ง โดยเรารับรองเลยว่าถ้าถึงเวลาที่ต้องแกะออกมานั้นเราจะได้เงินจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
5.      อาจจะมีการเก็บแบงก์ 50 ไว้ โดยที่ไม่นำมันไปใช้จ่าย ซึ่งวิธีการสี้อาจจะดูแปลกประหลาดไปหน่อยแต่ทว่าหากเราลองมานับดูในแต่ละเดือนก็จะสามารถออมเงินได้หลายบาทเลยแหละ
และที่เราได้กล่าวไปนั้นก็เป็นวิธีการเก็บเงินต่างๆ ที่เราได้นำเอามาฝากทุกคนกัน ซึ่งการเก็บเงินนั้นเราอาจจะไม่ได้นำมาใช้ทุกวิธีก็จริง แต่ทว่าการที่เราเริ่มต้นเก็บวันละเล็กวันละน้อยนั้นมันก็ช่วยสร้างนิสัยการออมให้กับเรา ฉะนั้นเมื่อถึงเวลาถึงที่เราได้เงินมามันก็จะมีระบบแบบแผนในการเก็บแบบอัตโนมัติ และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญคือเรื่องของการเปิดบัญชี โดยเราอาจจะแนกบัญชีต่างๆ ไว้เพื่อควาทสะดวกใรการใช้งานก็ได้ อย่างเช่น บัญชีออมทรัพย์แบบทั่วไปนั้นก็เอาไว้ฝากเงินที่เป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เพราะบางครั้งเราจพเป็นที่จะต้องมี การโอนเงิน ค่าโน่นนี่แบบเร่งด่วนก็จะได้โอนได้สะดวกรวมถึงควรที่จะผูกบัญชีนี้ไว้กับอินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้งเพื่อความสะดวกรวดเร็วมากขี้น

วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562

หลักการง่ายๆ สำหรับผู้ที่ต้องการออมเงินไว้ใช้ในยามจำเป็น


เรื่องของเงินๆ ทองๆ หรือทรัพย์สินอะไรก็แล้วแต่นั้นในปัจจุบันนับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก แน่นอนว่ามันอาจจะไม่ใช่ที่สุดของชีวิตเพราะบางครั้งเงินทองหรือทรัพย์สินก็ไม่สามารถซื้อบางอย่างที่เราต้องการได้ แต่ทว่าการมีเงินทองหรือทรัพย์สินไว้สำรองในยามฉุกเฉินนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นหรือการเก็บ ออมทรัพย์ สินไว้มากๆ นั้นก็จะทำให้เราสะดวกสบายขึ้นหากวันใดวันหนึ่งเราต้องการที่จะให้มันแปรเปลี่ยนเป็นเงินตราก็สามารถทำได้โดยง่าย ซึ่งเราจะยกตัวอย่างความสำคัญของเงินตราที่เราบอกว่ามันสำคัญนั้นให้ทุกท่านได้เข้าใจกันละเอียดขึ้นอย่างเช่นในเรื่องของเวลา
แน่นอนทุกคนรู้กันอยู่แล้วว่าเงินทองหรือทรรัพย์สมบัติใดก็ตามไม่สามารถซื้อเวลาให้หยุดเดิน หรือให้เดินเร็วหรือช้าขึ้นได้ แต่ทว่าเงินทองนั้นสามารถทำให้เราย่นระยะเวลาการเดินทางได้ อย่างเช่น หากเราอยู่กรุงเทพฯ แล้วมีความจำเป็นที่จะเดินทางไปให้ถึงเชียงใหม่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แน่นอนว่าคนที่มีการ ออมเงิน หรือ ออมทรัพย์ สินไว้ก็คงจะเลือกที่จะซื้อตั๋วเครื่องบินไฟล์ทด่วนที่สุดเป็นแน่ แต่หากไม่มีการ ออมเงิน หรือ ออมทรัพย์ สินใดไว้เลยเขาก็อาจจะนำเรื่องของราคาตั๋วเครื่องบินมาพิจารณาร่วมด้วยในการตัดสินใจเลือกซื้อไฟล์ทตั๋วเครื่องบินอย่างแน่นอน ฉะนั้นในวันนี้เราจึงนำหลักการ ออมเงิน แบบง่ายๆ มาฝากทุกคนกันและหากใครจะ ออมทรัพย์ สินอย่างอื่นร่วมด้วยก็ได้ อย่างเช่น พวกทองคำ ที่ดิน หรือสังหาริมทรัพย์อื่นๆ เป็นต้น
1.      ออมเงิน ก่อนที่จะใช้เงิน แน่นอนว่านี่คือหลักการที่สำคัญโดยเฉพาะคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายควรที่ ออมเงิน ก่อนที่จะใช้เงิน หรืออาจจะเรียกได้ว่า ใช้ส่วนที่เหลือจากการออม ซึ่งการ ออมเงิน นี้เราอาจจะเป็นเงินออมไว้เป็นส่วนๆ แล้วนำฝากกับธนาคาร คราวนี้ถ้าหากอยากให้เกิดประโยชน์สูงสูดก็อาจจะเลือกฝากกับธนาคารที่ให้ ดอกเบี้ยเงินฝาก ในอัตราสูง แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูเรื่องของ ค่าธรรมเนียมโอนเงิน ด้วย และถ้าหากเป็นมนุษย์เงินเดินก็อาจจะเลือกเปิดบัญชีเงินฝากแบบประจำแทนการการฝากแบบ ออมทรัพย์ เพราะบัญชีเงินฝากแบบประจำนั้นจะได้รับ อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก สูงกว่านั่นเอง
2.      เมื่อ ออมเงิน ได้แล้วก็แบ่งเงินออมนั้นเป็นส่วนๆ เพื่อเอาใช้จ่ายตามจุดประสงค์ของกลุ่มเงินที่เราแบ่งไว้ออม ยกตัวอย่างเช่น แบ่งเงินที่ออมได้เป็น 3 ส่วนใหญ่ โดยให้ 3 ส่วนใหญ่นี่มีหน้าที่ของมัน คือ กลุ่มเงินที่ 1 เอาไว้ใช้จ่ายทั่วไป เช่น  จ่ายหนี้บัตรเครดิต ค่าผ่อนบ้าน หรือค่าผ่อนรถยนต์ เป็นต้น ส่วนกลุ่มเงินออมที่ 2 นั้นเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉิน เช่น กรณีมีปัญหาทางด้านการเงิน ประสบอุบัติเหตุฉุกเฉิน หรืออยู่ในภาวะที่ไม่สามารถทำงานได้ เป็นต้น และกลุ่มเงินออมสุดท้ายนั้นก็เอาไว้เพื่อการลงทุนต่างๆ ในระยะยาว ซึ่งเงินกลุ่มนี้จะต้องเป็นเงินเย็นที่สามารถสร้างความมั่นคงให้กับตัวเองได้ เช่น เอาไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ไว้เพื่อเกร็งกำไรในการขายต่อ ซึ่งหากเรายังขายไม่ได้ก็ถือว่าเรายังมีการ ออมทรัพย์ สินไปในตัวด้วย
3.      ต้องมีการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ซึ่งอาจจะซื้อสมุดเล่มเล็ก ๆ เล่มหนึ่งมาพกเอาไว้กับตัว ไม่ว่าจะซื้ออะไรไปเท่าไหร่ก็ให้จดเอาไว้ให้หมด ทั้งนี้ก็เพื่อที่เราจะได้นำมาคำนวณได้ว่าเราใช้จ่ายอะไรไปบ้าง ซึ่งข้อดีของการทำบัญชีรายรับรายจ่ายนี้ก็เพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย เนื่องจากเราจะสามารถเห็นได้เป็นรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือนว่าเราใช้เงินฟุ่มเฟือยไปกับอะไรบ้าง เท่าไหร่ และหากเราฝืนใจไม่ซื้อของฟุ่มเฟือยเหล่านี้ เราจะสามารถนำเงินเหล่านี้ไปออมแทนได้เท่าไหร่บ้างนั่นเอง
4.      การวางแผนการใช้จ่ายรายวันในแต่ละเดือน อย่างเช่นมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายนั้นเมื่อเราได้เงินเดือนมาแล้ว ก็ให้เราหักเงินไว้ออมส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งก็ให้หักเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายประจำเดือนออกไว้ ส่วนเงินที่เหลือนั้นก็คือ เงินส่วนที่เราเก็บเอาไว้ใช้รายจ่ายรายวันนั่นเอง และไม่ว่าเราจะหักไว้ออมหรือหักไว้ใช้จ่ายประจำเดือนอย่างไรก็ตามทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละบุคคล